สอนคนทำงานให้ออมเงิน

posted on 22 Aug 2007 17:02 by b-rabbit in read-me
ดร​.​สุวรรณ​ ​วลัยเสถียร : สอนคนทำงานให้ออมเงิน

รวย...มั่งคั่ง... ใครบ้างไม่อยากมี แต่ใช่ว่าเส้นทางไปสู่ความรวยและความมั่งคั่ง จะทอดยาวจากหน้าประตูบ้าน ของทุกๆ คน หากแต่ตัวคุณเองนั่นแหละ ที่เป็นผู้เลือกและลิขิตเองว่า จะเดินบนเส้นทางไหนระหว่างรวยกับจน เพราะความรวยไม่ใช่อวัยวะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เมื่อคุณเริ่มทำงาน หาเงินได้ และรู้จักการออม เส้นทางแห่งความร่ำรวย ย่อมมีโอกาสทอดยาวมาสู่คุณ เฉกเช่นชายวัย 60 ปี ท่านนี้ "ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร" อดีต รมช. พาณิชย์, และประธานชมรมคนออมเงิน คนทำงานที่ขึ้นชื่อว่า ประหยัดและอดออม และมีความรู้เรื่องการออมเงินติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทย

การออมเงินนั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนทำงาน โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในสภาพเศรษฐกิจ และสังคมในยุคน้ำมันแพง เพราะนอกจากจะเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับคุณและครอบครัวแล้ว ยังช่วยปลูกฝังค่านิยมในการออมและการลงทุนให้กับบุตรหลานรู้จัก การประหยัด และกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัย ในการใช้จ่ายเงินในอนาคต ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร เป็นนักออมเงิน นักลงทุนจากการเก็บออม ที่ทำอย่างมีวินัยและต่อเนื่อง แบบอย่างที่ดีในการออมเงินของท่าน น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน นิตยสาร at office ฉบับนี้

at office : อาจารย์เป็นนักออมเงินที่มีทรัพย์สินมากถึง 700 ล้านบาท จากการออมจริงหรือไม่คะ
ใช่ครับ ทรัพย์สินทั้งหมดเกิดขึ้นจากการเราประหยัดและเก็บออม รู้จักใช้เงินที่ได้มาจากการทำงาน เก็บออมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ตั้งแต่ผมอายุ 14-15 ปี จนถึงปัจจุบัน 60 ปี

at office : แรงบันดาลใจ ที่ทำให้อาจารย์ประหยัดและอดออมเริ่มมาตั้งแต่ทำงานครั้งแรก
ตั้งแต่วัยเยาว์เลยครับ เพราะครอบครัวผมยากจน ผมซึบซับและรู้สึกมาว่าความยากจนเป็นอย่างไร และคิดเสมอว่าเมื่อเราโตขึ้นเราทำงานแล้วเราต้องไม่จน อีกหน่อยลูกเรา หลานเราก็ต้องไม่จน เป็นปรัชญาของชีวิต ที่เราต้องตั้งเป้าว่าทำอย่างไรเราถึงจะไม่จน ผมได้แต้มต่อได้เปรียบคนอื่นๆ เพราะว่าคุณพ่อของผมยากจน แต่ถึงแม้จะจนท่านก็สอนให้พวกเราขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ สมัยเด็กๆ มีพ่อแม่ชี้นำทางเราก็ได้เปรียบ ทุกตรุษจีน มีอังเปาพ่อแม่ก็สอนให้เราเก็บ พอเราเขียนหนังสือได้ อายุ 12-13 ปี คุณพ่อก็พาไปแบงค์กสิกร ไปเปิดบัญชีออมทรัพย์ ผมมีเงินก้อนแรกที่ฝาก 165 บาท ที่ได้จากการเก็บสะสม จากค่าขนมและอั่งเปา เมื่อมีสมุดคู่ฝากครั้งแรกก็จับมือสั่น ดีใจมาก...สมใจเรา จากนั้นก็ค่อยๆ สร้างอนาคตขึ้นมาจากการเก็บออม เพราะรู้สึกภูมิใจ เก็บสะสมเงินออมมาเรื่อยๆ

at office : แล้วมีบ้างมั้ยที่วินัยในการออมเงินเราเริ่มเปลี่ยนแปลง
ไม่หรอกครับ ผมทำต่อเนื่องมาตลอด แต่มาในช่วงหนึ่ง การเก็บเงินของผมต้องหยุดชะงักในช่วงผมจบปวช. ทางบ้านยากจนครับ ไม่มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย ต้องทำงานตลอดเวลา ตอนนั้นฐานะการเงิน ที่บ้านลำบากมาก หาเงินมาก็ต้องให้พ่อแม่ ผมได้รับเงินเดือน 1,300 บาท ให้พ่อแม่ 1,000 บาท เราเหลือ 300 บาท จึงไม่ได้ออมเงินในช่วงนั้น แต่พอทำงานปี 1 เราก็เปลี่ยนงานได้เงินเดือน 3,300 บาท เราทำงานปีเศษ ก็เก็บเงินซื้อโตโยต้าโคโรล่าได้เลย ดีใจเหลือเกิน ผมไม่มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย เพราะต้องทำงาน จนกระทั่งปี 2508 จุฬาฯ เปิดภาคค่ำจึงได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย เลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ ผมเรียนจบปวช. จากเป็นโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ พอมีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ จึงเลือกเรียนต่อด้านกฎหมาย เพราะมองว่าทนายที่เก่งภาษาอังกฤษก็จะได้เปรียบคนอื่นๆ คู่แข่งก็น้อยลง ก็เลยได้เปลี่ยนมา ทำงานออฟฟิศเป็นนักกฏหมายมา 36 ปี แล้วครับ

at office : หลังมาเป็นนักกฎหมาย สไตล์การออมเงินของอาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง
ไม่เปลี่ยนเลย ผมก็ออมมาตลอดชีวิต การออมถ้าจะให้ดีต้องทำนานและมีวินัยในการออม คือ ออมวันนี้ ออมพรุ่งนี้ ตอนผมอายุ 12 -13 ปี เริ่มเปิดบัญชีกับแบงก์กสิกร ในตอนนี้ผมอายุ 60 ปี ผมก็ยังออมเงินอยู่ จุดแข็งของคนทำงานได้เงินเดือนดีจะต้องมีวินัยในการออมและต้องทำต่อเนื่อง ก็จะได้เปรียบเพื่อน ที่เขาไม่ได้ออมเงินตั้งแต่แรก ผมออมเงิน 20 เปอร์เซ็นต์ จากเงินเดือน 20,000 บาท เมื่อ 30 ปีก่อน ผมใช้น้อย เงินที่เหลือก็เลยกลายเป็นเงินออมทั้งหมด

at office : คนทำงานต้องรัดเข็มขัดประหยัดเงิน เพราะปัญหาน้ำมันแพง ดอกเบี้ย ขยายตัวน้อย เงินเฟ้อสูงขึ้น มีคำแนะนำสำหรับคนออมเงินในยุคนี้อย่างไรบ้างคะ
หากพูดถึงเรื่องการออมเนี่ย เราต้องคิดก่อนว่าการใช้เงินมีรายได้กับรายจ่าย หากเกิดภาวะเศรษฐกิจไม่ดี เราต้องเริ่มเก็บออมให้มากขึ้น การออมเราต้องมาบีบรายจ่ายก่อน ผมเสนอให้คนเมืองเนี่ย ซื้อคอนโดมิเนียมในเมือง เพราะคนเราไม่ว่าจะรวยหรือจน วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง ถ้าเราทำงานออฟฟิศ ไปกลับใช้เวลาแค่ 15 นาที ประหยัดนะ แต่ถ้าไปซื้อบ้านอยู่ไกลอยู่ถึงบางบัวทอง กว่าจะขับรถออกจากบ้าน ไปทำงานครั้งละชั่วโมงกว่า แล้วกว่าจะได้กลับบ้านอีกละ เมื่อก่อนน้ำมันลิตรละ 13 บาท เดี๋ยวนี้ลิตรละ 27-28 บาท ตายเลย ค่าน้ำมัน 200-300 บาท / วัน ยังไม่รวมค่าทางด่วน บางคนถึงกับทิ้งรถไว้ที่บ้าน และนั่งรถตู้มาทำงานวันละ 40 บาท เพราะค่าน้ำมันแพง คนทำงานจึงต้องพิจารณารายจ่าย ที่เกิดขึ้นจากการเดินทางไปทำงาน หากต้องการประหยัดให้หาที่พักอยู่ใกล้ออฟฟิศ อันดับที่สอง คือ หากคุณมีเงิน 1 ก้อนหนึ่ง ผมชอบลงทุน ผมก็สอนให้คุณลงทุนอยู่กับบ้าน หากว่าคุณมีเงิน 3 ล้านบาท ฝากแบงค์ได้ดอกเบี้ยไม่มาก 3-4 เปอร์เซ็นต์ คุณฝากเงิน 5 ปี เงินก้อน 3 ล้านก็ยังอยู่ 3 ล้าน แต่ถ้าคุณเอาเงิน 3 ล้านไปลงทุน ซื้อคอนโดมิเนียมให้เช่า คุณได้ค่าเช่าเดือนละ 5-6 เปอร์เซ็นต์ ลงทุน 3 ล้านคุณได้ปีละ 1 แสน 5 หมื่นบาท มันคุ้มนะครับ และตอนนี้ชาวต่างชาติทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น อยู่เมืองไทยเยอะ ก็นำคอนโดมิเนียมมาจัด ให้เขาเช่าเดือนละ 1 หมื่นกว่าบาท คอนโด 3 ล้าน ก็กลายเป็นคอนโด 5 ล้าน เรียกว่าคุ้มค่ามาก คนเราจะออมเงิน อันดับแรกเลย ก็ต้องซื้อบ้านก่อน เพราะบ้าน หรือคอนโดเป็นทรัพย์สิน ที่ประเภทยิ่งใช้ราคายิ่งขึ้น และการผ่อนบ้านก็ช่วยลดหย่อนภาษีได้ด้วยประมาณปีละ 50,000 บาท

at office : สัดส่วนการออมเงินที่เหมาะสมกับคนทำงานในยุคปัจจุบัน ควรจะเป็นเท่าไรจึงจะเหมาะสมคะ
ผมคิดว่าครอบครัวหนึ่ง ลำดับแรก ต้องตั้งเป้าการออมไว้ได้สัก 20-30 เปอร์เซ็นต์/เดือน เราต้องตั้งเป้าการออม ให้สูงจึงจะทำให้ถึงเป้าได้ ถ้าตั้งเป้าการออมต่ำ ตายเลย ทำงานเงินเดือนสูงแต่ออมเงินแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ หรือบางคนออมเงินเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะแทบจะไม่เหลืออะไรเลย อันดับที่สอง ต้องออมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ไม่ใช่ว่าออมวันนี้แล้ว พรุ่งนี้ถอนหรือนำเงินออกมาใช้ และ อันดับที่ 3 การออมมีหลายรูปแบบ ไม่ใช่การนำเอาเงินไปฝากใส่แบงค์เสมอไป ยกตัวอย่าง แม่ค้าขายของที่ตลาด เหลือเงินสำหรับการออม 2,000 – 3,000 บาท อยากออมแต่ไม่อยากนำเงินไปฝากแบงค์ ก็ไปซื้อทองคำสลึงหนึ่ง ก็เป็นเงินออมเหมือนกัน ออมไปออมมาได้เงินมาอีก 2,000 – 3,000 บาท ก็ไปซื้อทองอีก ไปเปลี่ยนจากสลึงหนึ่งเป็นสองสลึงก็ได้ การออมตามสุภาษิตไทย มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท ออมไปเรื่อยๆ หากออมเป็นเครื่องประดับต้องซื้อของที่ไม่ด้อยค่า ต้องซื้อทอง ซื้อเพชร ตอนเด็กๆ ผมก็ซื้อที่ห้างทองตั้งโต๊ะกังและผมเก็บสะสมมาตลอด การซื้อทองคำนี่ดีนะครับ เพราะราคาขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ออมแล้วมีความสุข และการซื้อทองคำ นับเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งที่มีความเสี่ยงน้อยมาก สามารถซื้อมาขายไปได้คล่องกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารในยุคปัจจุบัน

at office : การออมเงินในระดับ